บทที่ 13 ไม่แนบเนียน
ตอนที่ 13 ไม่แนบเนียน
“นั่นผู้ใด”
เสียงทุ้มเย็นดังขึ้นจากด้านหลังในจังหวะที่อิ่งหลัวกำลังจะก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของร้านน้ำชา
นางสะดุ้งเล็กน้อย ทว่ากลับไม่ยอมหยุดฝีเท้า หัวใจที่เพิ่งสงบลงเมื่อครู่พลันเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง มือเรียวที่ซ่อนอยู่ภายในชายแขนเสื้อกว้างกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว
ใต้หมวกม่อลี่ ดวงตาคู่งามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหลับลงชั่วอึดใจ ราวกับพยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับคืนมา
เมื่อครู่นางก็มิได้แอบมองเขาอย่างโจ่งแจ้งเสียหน่อย
นางเพียงยืนอยู่มุมหนึ่งของร้าน ปล่อยให้ผ้าแพรสีขาวคลุมปิดใบหน้า และมองเขาผ่านเนื้อผ้าบางเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เหตุใดหานอวิ๋นเฉิงจึงสังเกตเห็นได้
หรือว่าเขาจำรูปร่างของนางได้?
ความคิดนั้นทำให้ปลายหูของอิ่งหลัวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ไม่ได้ จะให้เขารู้ไม่ได้เด็ดขาด ว่านางมัวแต่ยืนแอบมองเขาอยู่เช่นนั้น
คิดได้ดังนั้น อิ่งหลัวจึงแสร้งทำราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกเมื่อครู่ นางยืดแผ่นหลังให้ตรงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปทางบันไดด้วยท่วงท่าสงบนิ่งเท่าที่จะทำได้
“หยุด”
คราวนี้น้ำเสียงของหานอวิ๋นเฉิงเย็นลงกว่าเดิม แม้ไม่ได้ดังมาก แต่กลับแฝงแรงกดดันบางอย่างจนผู้คนที่นั่งอยู่ใกล้เคียงเผลอหันมามอง
อิ่งหลัวเม้มริมฝีปากแน่น
นางยังคงไม่หยุด กลับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ราวกับเชื่อว่าหากก้าวพ้นบันไดขึ้นไปได้ ทุกอย่างคงจบลงเพียงเท่านี้
ทว่าเพิ่งก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงแหวกอากาศเบา ๆ พลันดังขึ้นจากด้านหลัง
ฟิ้ว! เม็ดหมากล้อมพุ่งกระทบขอบหมวกพอดี แรงสะเทือนทำให้ปมผ้าที่ผูกไว้คลายออก หมวกม่อลี่จึงกระเด็นหลุดจากศีรษะ
พรึ่บ!
หมวกสีขาวกระเด็นหลุดออกจากศีรษะ ผ้าแพรบางพลิ้วกลางอากาศก่อนตกลงบนพื้นไม้ของร้านน้ำชา เส้นผมดำขลับที่ถูกเก็บไว้อย่างเรียบร้อยพลันปรากฏออกมาต่อหน้าผู้คน
อิ่งหลัวหยุดนิ่งไปทั้งร่าง
นางหันไปมองวัตถุสีดำเล็ก ๆ ที่กลิ้งอยู่ข้างหมวก ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นชัดว่ามันคือเม็ดหมากล้อมสีดำ
เขาใช้เม็ดหมากล้อมดีดหมวกของนางออก?
เขาทำเช่นนี้ ต่อให้นางอยากแสร้งทำเป็นไม่รู้จักก็คงทำไม่ได้อีกต่อไป
อิ่งหลัวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนค่อย ๆ หมุนกายกลับไปด้วยสีหน้าที่พยายามทำให้เป็นธรรมชาติที่สุด ครั้นเห็นหานอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ไม่ไกล นางก็รีบคลี่ยิ้มออกมา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแข็งค้างและดูโง่งมกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
นางก้าวเท้าลงมาตามบันไดก่อนจะย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม ราวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น
“คารวะท่านอาจารย์”
หานอวิ๋นเฉิงยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า อาภรณ์สีครามขับให้รูปร่างของเขาดูสูงสง่า สีหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ดวงตาคมทอดมองนางอย่างพิจารณา ปลายนิ้วยังคงคีบเม็ดหมากล้อมสีขาวอีกเม็ดเอาไว้อย่างสบาย ๆ ราวกับเมื่อครู่เขาเพียงโยนของเล่นชิ้นหนึ่งออกไปเท่านั้น
“เมื่อครู่ข้าบอกให้หยุด เหตุใดจึงเดินหนี”
น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง ทว่าแรงกดดันในถ้อยคำนั้นทำให้อิ่งหลัวรู้สึกคล้ายกำลังกลับไปเป็นเด็กสาวที่นั่งอยู่หน้ากระดานหมากล้อม และถูกเขาจับได้ว่าแอบวางหมากผิดตำแหน่ง
นางกะพริบตาช้า ๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มสุภาพกว่าเดิม
“เมื่อครู่ท่านไม่ได้ระบุชื่อ ข้าจึงไม่แน่ใจว่าท่านเรียกผู้ใดเจ้าค่ะ”
หานอวิ๋นเฉิงเลิกคิ้วขึ้นเพียงเล็กน้อย
“เจ้าสวมหมวกคลุมหน้าคลุมตาถึงเพียงนี้ ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าคือคุณหนูสามแห่งจวนกั๋วกง”
คำกล่าวนั้นทำให้อิ่งหลัวลอบกลืนน้ำลาย ความรู้สึกผิดพลันแล่นวาบผ่านแววตา แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกนางซ่อนเอาไว้อย่างรวดเร็ว
นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ทำให้ท่านรำคาญแล้ว ข้าต้องขออภัยเจ้าค่ะ ช่วงนี้แดดแรงนัก ข้าจึงต้องคลุมกายให้มิดชิดเสียหน่อย”
หานอวิ๋นเฉิงมองนางนิ่ง ๆ ราวกับกำลังพิจารณาว่าควรเชื่อถ้อยคำเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด
จากนั้นเขาจึงก้าวเข้ามาหานางอย่างเชื่องช้า
เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่กลับทำให้อิ่งหลัวรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก นางพยายามยืนนิ่งอยู่กับที่ ทว่าปลายนิ้วภายในแขนเสื้อกลับบิดพันกันจนแทบยุ่งเหยิง
หานอวิ๋นเฉิงหยุดยืนห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว ตั้งแต่สตรีผู้นั้นก้าวเข้ามาในร้าน เขาก็สังเกตเห็นนางแล้ว เพียงแต่ยังติดสนทนากับอีกฝ่าย จึงไม่ได้เอ่ยทัก ดวงตาคมปรายมองหมวกม่อลี่ที่ตกอยู่บนพื้น ก่อนเลื่อนกลับมามองใบหน้างามซึ่งไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป
“ไม่สำคัญว่าเจ้าจะสวมหมวกเพื่อหลบแดดหรือไม่” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “เมื่อครู่เจ้าคงได้ยินที่พวกเราสนทนากันไม่น้อย”
“ข้าไม่ได้แอบฟังนะเจ้าคะ”
อิ่งหลัวรีบปฏิเสธทันที น้ำเสียงสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ นางเงยหน้าสบตาเขา สีหน้าจริงจังราวกับเกรงว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
หานอวิ๋นเฉิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงทอดสายตามองนางเงียบ ๆ ความเงียบนั้นกลับกดดันยิ่งกว่าคำซักถาม เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย ดวงตาคมสบเข้ากับดวงตากลมโตของนางคล้ายต้องการสะกดจิตให้พูดความจริงอย่างไรอย่างนั้น
ท่าทางของเขาดูคล้ายจะเอาคำตอบจากนางให้ได้ บอกเขาไปตามตรงเลยดีหรือไม่? นางถามตนเองในใจ
แต่แล้วนางก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินประโยคถัดมา
“เจินอิ่งหลัว ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงหรือ?”
